แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เกาะฮาชิมะ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เกาะฮาชิมะ แสดงบทความทั้งหมด

เกาะฮาชิมะ และอีก 5 เมืองหลอน-สยองขวัญ รอคนใจถึงอย่างเช่นคุณได้มาลิ้มลอง


เกาะฮาชิมะ

หลายคนคงน่าจะทราบถึงความสยองขวัญบวกกับความหลอนของเกาะฮาชิมะ เกาะที่ได้ชื่อว่าเป็นเกาะผีสิงที่สร้างชื่อเสียงทางด้านความหลอนให้ผู้คนทั่วโลกผู้ชื่นชอบความน่ากลัวได้หาโอกาสเดินทางไปลงพื้นที่จริงกันสักครั้ง เมืองที่ถูกสร้างขึ้นบนทะเล และมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า Battleship Island ปัจจุบันเป็นเมืองร้างอยู่กลางทะเล และเชื่อกันอย่างสนิทใจในผู้คนจำนวนมากว่า ที่แห่งนี้ เต็มไปด้วยภูตผีปีศาจที่เฝ้าคอยหลอกหลอนผู้คนให้ต้องสติแตกมาแล้วมากมาย

จะกว่าไปแรกเริ่มเดิมที่เมืองแห่งนี้ก็ได้ชื่อว่าเป็นเมืองอุตสาหกรรมถ่านหินทั่วๆ ไปไม่น่าจะมีอะไรโดดเด่นหรือสร้างความหลอนให้กับผู้คนไปได้ แต่ทว่าเมืองธรรมดาๆ เมืองหนึ่งซึ่งตั้งอยู่กลางทะเล เป็นแหล่งอุตสาหกรรมถ่านหิน กระทั่งเข้าสู่ในยุค 60 อุตสาหกรรมถ่านหินในญี่ปุ่นค่อยๆทยอยปิดตัวลง เนื่องจากถ่านหินหมดความนิยมจากการใช้พลังงานเชื้อเพลิงชนิดอื่น จนกระทั่งปิดตัวลงอย่างถาวรในปี 19 แต่ในขณะเดียวกัน นั่นคือวันแรกแห่งการเปลี่ยนแปลงพื้นที่แห่งนี้ ให้เป็นพื้นที่แห่งความหลอนกล่าวขานกันมาจนถึงปัจจุบัน

โอกาสนี้เราลองมาดูกันว่า นอกเหนือจาก เกาะฮาชิมะ ที่สร้างตำนานความสยดสยองให้กับผู้คนทั่วโลกแล้ว ยังมีที่อื่นๆ ในประเทศอื่นๆ อีกหรือไม่ ที่หลอนไม่แพ้ที่นี่บ้าง

เมืองคราโค่ ประเทศอิตาลี

เริ่มเมืองแรกกันที่ เมืองคราโค่ ประเทศอิตาลี ไม่ปรากฏเป็นที่แน่ชัดนักว่าสถานที่แห่งนี้ใครเป็นผู้เริ่มสร้าง แต่ในปี1100 สำนักสงฆ์Benedictineแห่งSan Pietro dei Montiได้กล่าวอ้างถึงความเป็นเจ้าของ จริงๆแล้วมีหลายประเทศสร้างมันขึ้นมา คงเป็นเพราะภาวะสงครามในสมัยก่อน มีการแย่งอาณานิคมกัน ปัจจุบันจะพบเห็นปราสาทที่อยู่ส่วนบนสุดของเมืองและซากกำแพงเมืองที่ยาว เยียดตลอดจนต้นมะกอกที่เรียงรายกันโดยรอบถือได้ว่าเป็นเมืองที่สวยงามแห่งหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นเมืองที่ได้ชื่อว่าต้องคำสาปด้วยภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้งที่ทำให้ผลิตผลทางการเกษตรไม่ดี การถูกโจรปล้นบ้านเรือน และสุดท้าย การเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่หลายครั้งติดกัน ทำให้ผู้คนเสียชีวิตไปมากมาย และเสียหายเกินกว่าที่จะได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่ ในที่สุดทำให้เมืองล่มสลายลงใน ปี 1960

เมืองเซ็นทราเลีย ประเทศสหรัฐอเมริกา

ต่อกันที่ เมืองเซ็นทราเลีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เมืองเล็กๆ อยู่ในเขตการปกครองของเคาน์ตี้โคลัมเบีย รัฐเพนซิลวาเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา จนกระทั่งเมื่อนักธรณีวิทยาสำรวจพบว่า ลึกลงไปใต้ผืนดินแห่งนี้กว่า 1000 ตารางกิโลเมตรล้วนเต็มไปด้วยสายแร่ถ่านหินแอนทราไซต์ (anthracite) และพีท (peat) ประมาณการกันว่า ถ่านหินแอนทราไซต์ที่พบนี้มีปริมาณไม่น้อยกว่า 40 ล้านตัน หรือมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์จากทั้งหมดที่พบในสหรัฐ กล่าวได้ว่ามีจำนวนมหาศาลอย่างแท้จริง

จนกระทั่งเรื่องราวความหลอนได้เริ่มเกิดขึ้นเมื่อเย็นวันหนึ่งของเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1962 อาสาสมัครดับเพลิง 5 นายซึ่งอาสารับหน้าที่จัดเก็บและเผาทำลายขยะจากการลักลอบขุดถ่านหิน รวมทั้งขยะจากการทำสัมปทานเหมืองแร่ ได้ก่อเรื่องไม่คาดฝันขึ้น เมื่อปล่อยให้ไฟเผาขยะมอดดับไปเอง เพราะเข้าใจว่า เมื่อเชื้อเพลิงหมด ไฟ ก็จะดับไปด้วย โชคไม่ดีนักที่อาสาสมัครเข้าใจผิด เพราะใต้หลุมขยะยังคงมีสายแร่ถ่านหินอยู่ ไฟที่กำลังมอดบนผิวดินค่อยๆ แทรกตัวลงสู่ใต้ดินไปตามสายแร่ซึ่งเปรียบเสมือนเชื้อเพลิงชั้นดีอย่างช้าๆ โดยไม่มีใครล่วงรู้!

จวบจนเวลาล่วงเลยไปถึง 5 ปี การดับไฟก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ไฟใต้ดินจึงยังลุกลามต่อไปเรื่อยๆ และเริ่มสำแดงพิษสงมากยิ่งขึ้นด้วยการส่งก๊าซพิษที่เกิดจากการไหม้ถ่านหินให้ลอยปะปนในอากาศ ก๊าซเหล่านี้นอกจากจะสร้างปัญหาให้ระบบทางเดินหายใจโดยตรงแล้ว ยังส่งผลให้ปริมาณออกซิเจนในบางพื้นที่เริ่มลดต่ำลงทีละน้อย ผู้คนในเมืองต่างล้มป่วยลงเป็นจำนวนมาก ที่น่าแปลกคือและสร้างความหลอนให้กับผู้คนเป็นจำนวนมากนั่นคือ โบสถ์คาทอลิกเก่าแก่ชื่อ “St.Mary’s” กลับเป็นแห่งเดียวที่ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากไฟใต้พิภพแม้แต่น้อย ปัจจุบันเมืองเซ็นทราเลียแห่งนี้จึงแทบกลายเป็นเมืองร้าง ไม่เหลือเค้าเมืองอุตสาหกรรมถ่านหินที่เคยรุ่งเรืองในอดีต มีเพียงควันพิษที่ยังคงแทรกตัวผ่านผิวดินขึ้นมาเป็นระยะๆ ไม่นับการทรุดตัวที่ยังมีให้เห็นในบางส่วน เนื่องจากไฟใต้ดินก็ยังคงลุกลามต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

เมืองพริเพียต ประเทศยูเครน

เมืองที่ 3 ได้แก่ เมืองพริเพียต ประเทศยูเครน มันเริ่มมาจากการเกิดอุบัติเหตุของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ซึ่งว่ากันว่ารุนแรงกว่าระเบิดปรมาณูที่อเมริกาบอมใส่ฮิโรชิมาถึง 4 เท่า โดยการระเบิดของโรงงานดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อ 26 ปีก่อน ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปไปกว่า 4000 คน มิพักต้องพูดถึงผู้คนอีกจำนวนมหาศาลที่ต้องได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว ที่สำคัญคืออีกกว่า 600,000 ชีวิต มีสารกัมมันตภาพรังสีในร่างกาย และส่งผลให้รูปร่างผิดปกติ พิกลพิการ จนแทบจะไม่เหลือความเป็นปกติของมนุษย์ทั่วไป คนที่เคยลักลอบเข้าไปสำรวจซากพื้นที่ส่วนต่างๆ ของเชอร์โนบิล ต่างเคยเจอประสบการณ์เหนือธรรมชาติที่ชวนขนลุกในหลายระดับ เช่น ความรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองตลอดเวลา ได้ยินเสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือที่ไร้ที่มา พบเห็นเงาของชายลึกลับที่หลายคนพบเห็น และพูดถึงรูปร่างลักษณะตรงกัน จนถูกเรียกว่า "Slender Man" และกลายเป็นอีกหนึ่งสถานที่สุดสยองขวัญอีกแห่งที่คนทั่วโลกให้การยอมรับอย่างแท้จริง

เมืองซางจี ประเทศไต้หวัน

เมืองที่ 4 ได้แก่ เมืองซางจี ประเทศไต้หวัน ที่เมืองแห่งนี้หากมองกันตามภาพที่ปรากฏตรงหน้าก็บอกได้เลยว่าเป็นเมืองที่สวยงามและน่าอยู่มากๆ ด้วยความที่มีรูปร่างหน้าตาค่อนข้างแปลกประหลาด แต่กลับกลายเป็นเสน่ห์ที่สร้างความน่าสนใจจากการออกแบบที่หลุดออกจากกรอบเดิมๆ ไปอย่างไร้ขีดจำกัด หากแต่เรื่องราวความหลอนสยองขวัญเกิดขึ้นเมื่อการก่อสร้างกำลังดำเนินไปนั่นเอง ได้เกิดอุบัติเหตุหลายครั้งซึ่งได้คร่าชีวิตคนงานไปหลายคนจนถึงกับต้องหยุดการก่อสร้างไปหลายครั้งคราว แต่เหตุการณ์ที่ทำให้การก่อสร้างหยุดอย่างถาวรไปเลยก็คือ มีคนเห็นว่าส่วนต่างๆของบ้านสามารถเคลื่อนไหวไปมาได้เองอย่างน่าขนลุกในยามวิกาลเรียกได้ว่าแม้จะสวยแค่ไหน หากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นมาแล้วล่ะก็ เชื่อได้เลยว่าหลายคนที่คิดอยากไปเยือนสถานที่แปลกประหลาดที่นี่ให้ได้สักครั้ง คงต้องกลับมาคิดกันหนักๆ อีกทีแล้วล่ะ

เมืองออราดูร์ ซู แกลน ประเทศฝรั่งเศส

เมืองที่ 5 ได้แก่ เมืองออราดูร์ ซู แกลน ประเทศฝรั่งเศส เป็นเมืองร้างที่เกิดขึ้นด้วยไฟสงครามอย่างแท้จริง ซึ่งมีการโดนทำลายอย่างย่อยยับไม่เหลือชิ้นดีโดยกองทัพเยอรมันเมื่อปี ค.ศ. 1944 ชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ทุกเพศทุกวัยที่ถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยมเป็นจำนวนราว 642 ศพ เรียกว่าแทบสูญสิ้นชีวิตเกือบหมดเมืองเลยทีเดียว ปัจจุบันได้มีการพยายามบูรณะเมืองนี้ใหม่โดยทางการของฝรั่งเศาให้น่าอยู่ แต่ก็ยังมีผู้ที่พบเจอกับความอาถรรพ์ ความเฮี้ยนจนไม่มีใครที่กล้าย่างกรายเข้าไป นอกเสียจากว่าผู้ที่ดวงตกจะพลัดหลงเข้าไป หรือกลุ่มคนที่ต้องการความท้าทายในชีวิต และต้องการประสบณ์กับเหตุการณ์ไม่คาดฝันสักครั้ง ส่วนคนธรรมดาทั่วๆ ไปนั้น เชื่อได้เลยว่าคงไม่มีใครอยากย่างกรายมายังสถานที่แห่งนี้แน่นอน

รีวิวจากคนที่ได้เข้าไปสัมผัสเกาะฮาชิมะ นางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น

รีวิวจากคนที่ได้เข้าไปสัมผัสเกาะฮาชิมะ นางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น

หนึ่งในสถานที่ๆมีชื่อเสียงมากที่สุดในนางาซากิ และถือได้ว่ามีชื่อเสียงติดอับดับต้นๆของโลกในฐานะ 1 ใน 5 เกาะที่หลอนที่สุดในโลกนั่นคือ เกาะฮาชิมะ หรือ เกาะเรือรบ ด้วยภาพลักษณ์ภายนอกที่มองดูเหมือนเรือรบขนาดใหญ่ลอยลำอยู่กลางทะเล โดยเล่ากันว่าในสมัยสงครามโลก ทางสหรัฐได้ส่งเรือดำนำมาเพื่อจะเข้าโจมตีญี่ปุ่น แต่ทางทหารอเมริกาได้เห็นเกาะฮาชิมะเป็นเรือรบขนาดใหญ่เลยไม่กล้าเข้าโจมตีและล่าถอยกลับไป ซึ่งเราเองได้แต่เคยอ่านประวัติความเป็นมาของเกาะ เห็นจากรูปตามอินเตอร์เน็ตแล้วก็สยองไม่น้อย เพราะปัจจุบันฮาชิมะเป็นเกาะร้างที่ขึ้นชื่อเรื่องความน่ากลัวบวกกับเรื่องผีๆที่เล่ากันมาปากต่อปากเกี่ยวกับความหลอนของเกาะแห่งนี้ แต่สิ่งที่น่าสนใจมากไปกว่านั้นนั่นคือ เราจะได้เข้าไปที่เกาะแห่งนี้โดยเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ทางการนางาซากิจะอนุญาตให้เข้าไปตะลุยเจาะลึกถึงในตัวเกาะ ไม่ใช่แค่รอบนอกที่ทัวร์อื่นๆได้ไปกัน และหลังจากนี้จะไม่อนุญาตให้ใครเข้าไปด้านในอีก นอกจากการชมเพียงบริเวณรอบนอกเท่านั้น

การไปเกาะฮาชิมะนั้น จากฝั่งเมืองนางาซากิต้องนั่งเรือไปใช้เวลาประมาณ 20 นาที ยิ่งเข้าใกล้ตัวเกาะเท่าไหร่ก็รับรู้ได้ถึงความยิ่งใหญ่ของเกาะแห่งนี้ในอดีต และเมื่อได้ก้าวเข้าสู่ตัวเกาะ ความรู้สึกเหงา วังเวง หลอน ก็เข้ามาแทนที่ ด้วยตึกสูงใหญ่ที่เรียงรายอยู่เบื้องหน้าแต่ปราศจากผู้คน ข้าวของของใช้ในสมัยนั้นๆยังคงอยู่ราวกับรอคอยการกลับมาของเจ้าของ เศษกระจกและซากปรักหักพังตกกระจายเกลื่อนตาอยู่ทุกที่ ตึกที่พร้อมจะถล่มลงมาได้อยู่ทุกเมื่อ โรงเรียนยังคงมีซากของโต๊ะนักเรียน กระดาน รวมถึงตัวหนังสือที่ปรากฏอยู่บนฝาผนังซึ่งแปลไม่ออกว่าเค้าเขียนอะไรแต่กลับรู้สึกสยองเล็กๆ โรงพยาบาลที่เหลือแต่โครงสร้าง โรงภาพยนตร์ที่ถล่มจนไม่เหลือเค้าโครง รวมถึงลมทะเลที่พัดเอาความหนาวเย็นเข้ามาอยู่ตลอดเวลาคล้ายเสียงคนกระซิบ ยิ่งทำให้รู้สึกขนลุก น่ากลัวยิ่งขึ้นกว่าเดิม แถมเคยอ่านเรื่องในเน็ตที่เล่าถึงกองถ่ายหนัง Battle Royal ที่เข้ามาถ่ายที่นี่แล้วนักแสดงถูกผีเข้าสิง ยิ่งทำให้พวกเราต้องเกาะกลุ่มกันแจ เดินตัวติดไปเป็นขบวนกันเลยทีเดียว

อาคารและซากปรักหักพังบนเกาะฮาชิมะ

ภารกิจที่ต้องไปกลับที่นี่ 4 วัน ซึ่งน่าแปลกว่าในแต่ละวันที่เราจะต้องเดินทางเข้ามายังเกาะแห่งนี้ เส้นทางที่จะต้องเดินมันไม่เหมือนกันเลยในแต่ละครั้ง ไม่ว่าจะด้วยอุณหภูมิของเกาะหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่เรารู้สึกว่าสีของต้นไม้ ต้นหญ้า ลักษณะของทางเดิน ซากตึก มันเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม ในวันแรกๆของการทำงานก็ราบรื่นไม่พบสิ่งผิดปกติ แต่ในวันหลังๆเริ่มมีการได้ยินเสียง มีการเห็นเงาของใครบางคนที่เราไม่รู้จัก รวมถึงถูกสะกิดจากข้างหลังด้วยอะไรบางอย่างที่เราก็หาคำตอบไม่ได้ ไม่รู้ว่าเพราะบรรยากาศพาไปให้จิตหลอนและคิดไปเองหรือเปล่า แต่เชื่อเถอะถ้าใครได้มาสัมผัสถึงเกาะที่นี่ด้วยตัวเองแล้ว คงจะไม่บอกว่าเราคิดไปเองอย่างแน่นอน ในบางครั้งต้องแยกกลุ่มคนกระจายไปตามจุดต่างๆ บ้างไปสอง บ้างไปสาม แต่ไม่มีใครที่กล้าเดินเดี่ยวซักคน เพราะถ้าเกิดพลัดหลงกับคนอื่นขึ้นมาแล้วหล่ะก็ตัวใครตัวมันแน่คุณเอ๋ย เคยมีเหตุที่ว่าเดินห่างกันเพียง 1 ช่วงตึกก็ตะโกนเรียกกันไม่ได้ยินแล้ว แถมหน้าตาของตึกทางเดินแต่ละชั้นนั้นแทบจะไม่ต่างกันเท่าไหร่ยิ่งทำให้หลงกันง่ายได้มากขึ้น

มีอยู่ครั้งนึงที่มีเหตุทำให้เราต้องแยกตัวออกมาจากคนอื่นๆเพื่อไปทำธุระส่วนตัว ในขณะที่เรากำลังเดินๆอยู่นั้นเราก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของคนดังมาอีกตึกนึง ในใจก็คิดว่าเป็นทีมงานกลุ่มย่อยที่แยกตัวออกไป ซึ่งเวลานั้นเราก็ไม่ได้คิดอะไร ขากลับที่เดินย้อนมาทางเก่าก็ยังคงได้ยินเสียงคนเดินดังออกมาจากตึกเดิมนั้นอีก เหมือนคนวิ่งขึ้นๆ ลงๆอยู่ในตึก ยังไม่ทันจะได้คิดอะไรต่อ เราก็เห็นทีมงานทั้งหมดเดินออกมาจากอีกตึกนึงที่อยู่เยื้องกัน ในใจเรามีคำตอบของเรื่องนี้อยู่แล้วแต่ก็ทำใจดีสู้เสือถามออกไปว่า มีใครอยู่ในตึกที่เราได้ยินเสียงนี้หรือเปล่า คำตอบที่ได้กลับมาก็คือ ไม่มี ทุกคนอยู่ตรงนั้นด้วยกันทั้งหมดรวมถึงพี่ที่ถ่ายวิดีโอที่เห็นคนวิ่งผ่านหน้ากล้องโดยเข้าใจว่าเป็นทีมงาน แต่เมื่อเดินไปยังจุดที่เห็นคนวิ่งก็ต้องช็อคเพราะมันเป็นระเบียงที่พังลงไปแล้ว คนไม่สามารถไปยืนอยู่ตรงนั้นได้แน่ๆ นอกจากอะไรบางอย่างที่ไม่ใช่คน

แต่เรื่องที่ทำให้ทุกคนขนหัวลุกไปตามๆกัน คือ เมื่อมีหนึ่งในทีมงานที่เรียกได้ว่าค่อนข้างมีสัมผัสที่หกขอหยุดพักกะทันหัน เนื่องจากเกิดอาการหายใจไม่ออก อึดอัด และชี้บอกกับทีมงานคนอื่นๆว่าห้ามเดินเข้าไปลึกกว่านี้ ทุกคนพาเค้าออกมาจากจุดดังกล่าวและสอบถามอาการ เค้าเล่าว่าอาการแบบนี้จะเกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อมีพลังงานบางอย่างอยู่ใกล้ๆ เค้ารู้สึกเหมือนกับว่ามีคนอยู่ตรงนั้นหลายคนแย่งอากาศเค้าหายใจ และมีใครซักคนพยายามสื่อสารกับเค้าด้วยการหายใจรดต้นคอเหมือนกับจะบอกอะไรบางอย่างกับเค้า ทำเอาทุกคนขนหัวลุกไปตามๆกัน อาการแบบนี้ทีมงานทุกคนรู้สึกเหมือนกันหมด โดยเฉพาะความรู้สึกที่ถูกจ้องมองจากสายตาหลายคู่ จนทำให้ไม่กล้าที่จะจ้องมองที่ใดที่หนึ่งเป็นเวลานานๆ เพราะกลัวว่าจะไปเจอกับดวงตาของใครเข้า
จากความรู้สึกกลัวๆหลอนๆในวันแรกๆ ก็เริ่มเปลี่ยนไปเป็นเหงา เศร้า หดหู่ อย่างบอกไม่ถูก ยิ่งเมื่อได้เห็นตุ๊กตา รองเท้าผู้หญิงและรองเท้าเด็กที่ตกอยู่ข้างทาง จานชามที่ยังคงวางทิ้งอยู่ในซิ้งค์ล้างจาน ทำให้นึกถึงผู้คนที่อาศัยอยู่ในสมัยนั้น เหตุใดต้องรีบร้อนออกจากเกาะเหมือนกับหนีอะไรบางอย่างจนไม่ทันได้เก็บข้าวของ และพาลคิดเลยเถิดไปอีกว่า จะมีใครไหมที่ยังคงตกค้างไม่ได้ออกจากเกาะหรือไม่อยากออกจากเกาะนี้ไป ยังคงอาศัยต่อไปจนถึงลมหายใจสุดท้ายเพื่อรอคนที่รักกลับมาหา

ภาพสวยๆน่าประทับใจบนเกาะฮาชิมะ

วันสุดท้ายของการเสร็จสิ้นภารกิจ ทุกคนรู้สึกใจหายเล็กน้อยที่ต้องจากเกาะฮาชิมะ เพราะถึงแม้ว่าตัวเกาะจะดูน่ากลัว ดูหลอน วังเวงแค่ไหน แต่ทั้งเกาะก็แฝงไว้ด้วยเรื่องราวที่น่าค้นหา มีความทรงจำของผู้คนในสมัยนั้นอยู่แทบทุกซอกทุกมุม และความแปลกอีกอย่างของที่นี่คือ ถึงแม้จะเป็นเกาะร้างที่มีแต่ตึกเก่าซอมซ่อผุพัง แต่ไม่ว่าจะเก็บภาพหรือถ่ายภาพจากมุมไหนก็ตามมันจะออกมาสวยเสมอ ราวกับเป็นสถาปัตยกรรมที่ตั้งใจออกแบบมาเพื่อให้มันร้างและถูกทิ้งไว้อย่างนี้ ซึ่งน่าเสียดายที่อีกไม่นานโครงสร้างเหล่านี้คงจะถูกทำลายด้วยกาลเวลาและน้ำทะเล จนอาจไม่เหลืออะไรให้เห็น

นับว่าเป็นการเดินทางที่คุ้มค่ามาก เรียกได้ว่าเป็นบุญที่ครั้งนึงเคยได้เข้าไปสัมผัสกับสิ่งมหัศจรรย์กลางทะเลเช่นนี้ ขนาดคนญี่ปุ่นที่เป็นเจ้าของแท้ๆยังไม่มีโอกาสได้เข้าไปสัมผัสใกล้ชิดขนาดนี้ ต่อไปเกาะฮาชิมะก็จะถูกจดเป็นมรดกโลกและไม่ว่าเกาะแห่งนี้จะมีเรื่องเล่าในเรื่องของความหลอน ความเฮี้ยน เป็นเกาะร้าง เกาะผีสิงแค่ไหน แต่สำหรับเราในความน่ากลัวนั้น กลับเห็นความสวยงาม ความยิ่งใหญ่อลังการ และรวมถึงความแปลกความพิศวง ที่เชื้อเชิญให้ใครหลายคนอยากเข้าไปสัมผัส อยากเข้าไปลอง อยากเข้าไปค้นหาความลับของเกาะที่ได้ชื่อว่า หลอน และน่ากลัวที่สุดแห่งนี้ และนี่คือ เกาะฮาชิมะ

เกาะเรือรบ Battleship Island กุนคันชิม่า หรือ ฮาชิมะ


เกาะเรือรบ Battleship Island กุนคันชิม่า โดย กุนคัน หรือ 軍艦 ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่าเรือรบ เนื่องจากเวลามองในระยะไกลแล้วเกาะนี้มีรูปทรงคล้ายกับเรือรบ โดยรู้จักกันดีในชื่อ เกาะ Hashima ฮาชิมะ อยู่ในประเทศญี่ปุ่น

เกาะเรือรบแห่งนี้ต้องเดินทางด้วยเรือจากฝั่งทะเลของเมืองนางาซากิออกไปประมาณ 15 กิโลกเมตร ในทะเลจีนตะวันออก จะพบเมืองเล็กๆที่ดูทันสมัยกลางทะเล แต่ถ้าเกิดมองให้ดีๆแล้วจะพบว่ามันร้างอย่างน่ากลัว และได้รับการโจษจันว่าผีดุ!!

ความเป็นมาดั้งเดิมของเกาะนี้ แต่เดิมเมืองนี้ชื่อ กุนคันชิม่า (Gunkanjia) หรือ เกาะเรือรบ (Battleship Island) เกิดขึ้นในยุคที่อุตสาหกรรมถ่านหินเฟื่องฟูในปี ค.ศ. 1887 ก่อสร้างโดยบริษัทมิตซูบิชิ (Mitsubishi) ซึ่งใช้เป็นที่พักในลักษณะเมืองขนาดเล็ก โดยมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับพนักงานมากมาย เช่น อพาร์ทเมนต์ โรงเรียนประถม สนามเด็กเล่น โรงภาพยนตร์ บาร์ โรงพยาบาล ทว่าในยุค 60 อุตสาหกรรมถ่านหินในญี่ปุ่นค่อยๆทยอยปิดตัวลง เนื่องจากถ่านหินหมดความนิยมจากการใช้พลังงานเชื้อเพลิงชนิดอื่น จนกระทั่งปิดตัวลงอย่างถาวรในปี 1974 โดยทุกวันนี้เหลือเพียงแต่เศษซากของความรุ่งเรืองทิ้งไว้ให้ระลึกถึงอดีต

ในเวลากลางวัน เกาะเรือรบแห่งนี้กลายเป็นที่ท่องเที่ยวสำหรับผู้สนใจที่อยากสัมผัสบรรยากาศสมัยก่อน แต่แอบหลอนนิดๆ ขนาดตอนกลางวันยังดูน่าหดหู่น่ากลัว และถ้าเป็นตอนกลางคืนยิ่งน่ากลัวกว่าหลายเท่า โดยเฉพาะในช่วงมรสุมหรือพายุเข้าชาวประมงมักเห็นแสงไฟจำนวนหนึ่งลอยละล่องวนเวียนเหนือตึกสูงทั้งๆที่ไม่มีไฟฟ้า และได้ยินเสียงน่ากลัวดังเหมือนกับโหยหาใครซักคนไปอยู่ด้วย โดยเกาะเรือรบยังได้ถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Battle Royale และผู้กำกับคินจิ ฟูกาซากุ ได้เผยต่อทุกคนว่า เกาะเรือรบนี้มีอาถรรพ์จริงๆ นั่นยิ่งทำให้ชื่อเสียงของเกาะนี้โด่งดังยิ่งขึ้นและได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก

คินจิกล่าวว่า ในระหว่างการถ่ายทำได้พบสิ่งผิดปกติอยู่ตลอดเวลา เช่น มีคนอื่นที่ไม่ใช่ทีมงานถูกถ่ายติดเข้ามาในฉาก หรือไม่ก็ฟิล์มเสียทั้งๆที่เพิ่งใช้งาน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นกองถ่ายยังคงต้องดำเนินต่อไปเพื่ออรรถรสของภาพยนตร์อย่างมากที่สุด แต่เหตุการณ์ที่หวาดผวาที่สุดในกองถ่ายและทำให้กองถ่ายต้องหยุดพักอยู่เป็นอาทิตย์ก็คือเมื่อ ชิอากิ คูริยาม่า นักแสดงหญิงคนหนึ่งซึ่งรับบทเป็นนักเรียนได้เข้าฉาก และเธอได้ถูกบางสิ่งบางอย่างเข้าครอบงำ จากคำบอกเล่าของทุกคนที่เห็นเหตุการณ์บอกว่า ดวงตาของเธอกลายเป็นสีแดงก่ำและนัยน์ตาของเธอเบิกโพลงดูแข็งกร้าวขึ้น หลังจากนั้นเธอได้พุ่งเข้ามาหา โคอุ ชิบาซากิ (1 ในนักแสดงหญิง) และทำการรัดคอเธออย่างสุดแรง ทางทีมงานเห็นท่าไม่ดีจึงได้เชิญมิโกะหญิงที่เดินทางมาด้วยให้ทำการขับไล่วิญญาณร้ายนั้นและเป็นผลสำเร็จ หลังจากวิญญาณนั้นออกจากร่าง เธอบอกว่า เกาะเรือรบนี้มีดวงวิญญาณที่มีความอาฆาตแค้นอยู่มากและยากที่จะขจัดออกไปได้ เพราะที่ตรงนี้คือสถานที่ของพวกเขา


ด้วยความประหลาดและรูปร่างหน้าตาเหมือนกับเรือรบเลยเป็นที่มาให้ เกาะฮาชิมะ (Hashima) หรือ เกาะเรือรบ (Battle Ship Island) ของจังหวัดนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น รอดพ้นจากการทิ้งระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มาได้ ก็ดูกันเองแล้วกันว่าเหมือนขนาดไหน แต่นอกจากความแปลกประหลาดแล้วเกาะนี้ยังมีเรื่องราวอันน่าพิศวงเกิดขึ้นมากมาย ทั้งที่เคยเป็นเมืองที่มีผู้คนอยู่อาศัยเยอะที่สุดในโลกด้วยซ้ำ แต่อยู่ๆก็ถูกสั่งให้อพยพคนออกจากเกาะจนหมดภายในเวลาอันรวดเร็ว จนกลายเป็น 1 ใน 5 เมืองร้างหลอนติดอันดับโลกไปในที่สุด แถมยังมีเรื่องเล่าชวนขนลุกเกี่ยวกับอาถรรพ์ของเกาะที่อาจจะยังไม่เคยมีใครรู้ คือหากใครลองได้ย่างกรายขึ้นไปบนเกาะแห่งนี้ เมื่อตายไปแล้วดวงวิญญาณจะถูกพลังงานบางอย่างบนเกาะดูดกลับไปอยู่บนเกาะเรือรบแห่งนี้ชั่วนิรันดร์อีกด้วย น่าสยองใช่มั๊ยล่ะ